วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2558

Data, File and Computer Virus

Data, File and Computer Virus


3.1  ข้อมูล และสารสนเทศ

             
  ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงที่อยู่ในรูปแบบต่างๆ  เช่น ตัวเลข ข้อความ  ภาพ เสียง  ภาพเคลื่อนไหว  เป็นต้น   สารสนเทศ(Information) หมายถึง ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลด้วยวิธีที่เหมาะสม  ระบบสารสนเทศมีองค์ประกอบ ดังนี้
        3.1.1  ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์รอบข้าง  รวมทั้งอุปกรณ์สื่อสารสำหรับเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเป็นเครือข่ายอีกด้วย
3.1.2  ซอฟต์แวร์ (Software) หมายถึง ลำดับขั้นตอนของคำสั่งที่จะสั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำงาน
        3.1.3  บุคลากร หรือพีเพิลแวร์ (Peopleware) หมายถึง ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ผู้ดูแลระบบ นักวิเคราะห์ระบบ หรือนักเขียนโปรแกรม 
3.1.4  ข้อมูล   จะต้องมีความถูกต้อง ชัดเจน และมีมาตรฐานการจัดเก็บ
3.1.5  ขั้นตอนการปฏิบัติงาน  หรือโพรซิเยอร์ (Procedure) เป็นแนวปฏิบัติของผู้ใช้ระบบสารสนเทศ   เพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัย


peopleware (บุคลากร)  เป็นหัวใจสำคัญของระบบสารสนเทศ
3.2  การจัดเก็บข้อมูล

หน่วยเก็บข้อมูลของคอมพิวเตอร์  ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์ ฟล็อปปีดิสก์ ซีดีรอม แฟล็ชไดรว์ ฯลฯ   จะเก็บข้อมูลในรูปของเลขฐานสองประกอบกันเป็นแฟ้มหรือไฟล์ (File)   อาจจะมีการสร้างสารบบหรือไดเร็คทอรี (Directory) หรือโฟล์เดอร์ (Folder) เอาไว้ในหน่วยเก็บข้อมูลเพื่อจัดเก็บไฟล์ให้เป็นหมวดหมู่หรือเป็น องค์ประกอบของไฟล์  มีดังนี้

3.2.1 ชื่อไฟล์ (File Name)  อาจจะเป็นตัวอักษร ตัวเลข หรือสัญลักษณ์ก็ได้ สัญลักษณ์ที่ไม่ยอมให้ใช้ตั้งเป็นชื่อไฟล์ คือ  /(forward slash), \ (back slash),  (quote mark), : (colon), | (pipe),  [ ] (square blacket), * (asterisk), ?(question mark), + (plus sign), = (equal sign), ; (semicolon), < (lesser than), > (greater than), และ ,(comma) ชื่อไฟล์ที่เป็นอักษรตัวใหญ่หรือตัวเล็กจะไม่มีความแตกต่างกันในระบบปฏิบัติการ Windows


3.2.2 ประเภทของไฟล์ (File Type)  จะเป็นแจกแจงให้ทราบว่า เป็นไฟล์ประเภทใดหรือ

โปรแกรมประยุกต์ใดสามารถเรียกใช้ได้  ไฟล์จะมีส่วนขยายไฟล์ (File Extention) ต่อท้ายชื่อไฟล์  โดยระหว่างชื่อไฟล์กับส่วนขยายนี้จะมีจุดหรือด็อต (dot) คั่นเอาไว้  (ปกติจะซ่อนไว้ไม่ให้เราเห็น)  ซึ่งส่วนขยายไฟล์จะมีอยู่ 3 ตัวอักขระ  เช่น  ไฟล์ประเภทโปรแกรมจะมีส่วนขยายด็อตคอม(.com) และด็อตอีเอ็กซ์อี (.exe),  ไฟล์ประเภทข้อความจะมีส่วนขยายเป็นด็อตด็อค (.doc) และด็อตเท็กซ์ต์ (.txt)  ขณะที่ไฟล์รูปภาพจะมีส่วนขยายเป็นด็อตกิ๊ฟ (.gif), ด็อตเจเพ็ก (.jpg), ด็อตพิค (.pic)หรือด็อตทิฟ (.tif)  เป็นต้น






3.2.3 ขนาดของไฟล์ (File Size)  ไฟล์หรือโฟลเดอร์จะมีความจุเป็น ไบต์ (Byte) ซึ่งเป็น

หน่วยความจำที่เล็กที่สุดที่มนุษย์สามารถรับรู้ได้  กิโลไบต์ (Kilobyte : KB)  ซึ่งมีค่าเท่ากับ  210 (1,024 ไบต์)เมกกะไบต์(Megabyte : MB) มีค่าเท่ากับ 220 (1,048,576 ไบต์)   กิกะไบต์ (Giagabyte : GB)   มีค่าเท่ากับ 230 หรือ 1,073,741,824 ไบต์   ตามลำดับ






4.1  ไวรัสคอมพิวเตอร์คืออะไร

              

  ไวรัสคอมพิวเตอร์ คือ โปรแกรมชนิดหนึ่งที่ถูกเขียนขึ้นเลียนแบบไวรัสที่ทำให้เกิดโรค มีการเจริญเติบโตได้  ขยายและแพร่กระจายตัวเองได้  รวมทั้งหลบซ่อนอำพรางตัวอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์  ระบบเครือข่าย  และสื่อเก็บข้อมูลต่างๆ





4.2  อาการของเครื่องที่ติดไวรัสคอมพิวเตอร์
          เราสามารถสังเกตการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ว่า  น่าสงสัยว่าจะติดไวรัสหรือไม่ โดยสังเกตอาการที่ผิดปกติ ดังนี้
    4.2.1   ใช้เวลานานกว่าปกติในการเรียกโปรแกรม
    4.2.2   ขนาดของไฟล์โปรแกรมใหญ่ขึ้นจนผิดสังเกต
    4.2.3   วัน เวลาของโปรแกรมหรือไฟล์ข้อมูลเปลี่ยนไป ทั้งๆที่ไม่ได้แก้ไขหรือเรียกใช้งาน
    4.2.4 ขนาดของหน่วยความจำรอง  เช่น ฮาร์ดดิสก์  แฟล็ชไดรว์ (แฮนดีไดรว์) เหลือพื้นที่น้อยลงอย่างผิดสังเกต หรือไม่สามารถเข้าไปใช้งานได้   เป็นต้น
    4.2.5 ไฟแสดงสถานภาพการทำงานของฮาร์ดดิสก์ติดค้างนานผิดปกติ  หรือกระพริบอยู่ตลอดเวลาทั้งที่ไม่ได้เรียกใช้งาน
    4.2.6   คีย์บอร์ดหรือเมาส์ทำงานผิดปกติหรือไม่ทำงานเลย
    4.2.7   คอมพิวเตอร์ทำงานช้าลงโดยไม่ทราบสาเหตุหรือบู้ตตัวเองใหม่โดยที่เราไม่ได้สั่ง
    4.2.8   มีการสูญหายของไฟล์ข้อมูลหรือโปรแกรมโดยไม่ทราบสาเหตุ






4.3  ประเภทของไวรัสคอมพิวเตอร์
          
4.3.1   บู้ตเซ็กเตอร์ไวรัส  Bootsector Virus เป็นไวรัสที่กบดานซุ่มอยู่ในส่วนของดิสก์ที่ต้องใช้ในการบู้ต ที่เรียกว่า  บู้ตเซ็กเตอร์ (Boot Sector)  การเรียกใช้งานดิสก์ก็เท่ากับไปปลุกไวรัสให้ออกมาทำงาน
Boot sector virus example
AntiVir  is checking and hunting the bootsector viruses.
          
4.3.2   โปรแกรมไฟล์ไวรัส  Executable File Virus  เป็นไวรัสชนิดที่แพร่ระบาดด้วยการติดไปกับไฟล์โปรแกรมที่มีส่วนขยายไฟล์เป็น  .com  ,  .exe    .sys   , .dll   โดยสังเกตได้จากขนาดของไฟล์ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม  เมื่อเปิดโปรแกรมไวรัสก็จะทำงานและแพร่กระจาย

.exe virus detection example
Avast Antivirus Software  protects a malware .
           
4.3.3   มาโครไวรัส   Macro Virus
เป็นไวรัสที่ก่อกวนการทำงานของโปรแกรมชุดออฟฟิศ  เช่น  Word , Excel , Powerpoint  โดยจะสร้างคำสั่งพิเศษที่เรียกว่า มาโคร(Macro) ทำให้การใช้งานมีปัญหา 

          
4.3.4   สคริปต์ไวรัส  เป็นไวรัสที่เป็นภาษาสคริปต์ (Script)  เช่น    VB Script , Javascript       ซึ่งไวรัสเหล่านี้จะทำงานเมื่อผู้ใช้เปิดไฟล์ที่มีส่วนขยายเป็น  .vbs  หรือ  .js  ที่เป็นไวรัส   และปกติจะแพร่ผ่านมาทางอินเทอร์เน็ต
Norton AntiVirus detects a script virus.

 4.3.5   ไวรัสโทรจัน    โทรจัน (Trojan)  เป็นไวรัสพวกสปายแวร์ (Spyware) ที่จะคอยล้วงข้อมูลจากเครื่องของเราส่งกลับไปให้ผู้เขียนโปรแกรม  เช่น  ชื่อผู้ใช้งาน (ยูสเซอร์เนม)  รหัสผ่าน  (พาสเวิร์ด)  หรือหมายเลขบัตรเครดิต (เครดิตการ์ด)  เป็นต้น

Virus Trojan Spyware Signpost Shows Internet Or Computer Threats
           

4.3.6   ไวรัสกลายพันธุ์   เป็นไวรัสที่มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงลักษณะของตัวเองไปเรื่อยๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ ที่รู้จักกันมาก  ได้แก่    หนอนต่างๆ (Worms)  ที่แฝงตัวและแพร่หลายผ่านอีเมล์และไฟล์สคริปต์บนอินเทอร์เน็ต



3. การป้องกันและกำจัดไวรัสคอมพิวเตอร์
1.       ทุกครั้งที่ได้รับซอฟท์แวร์ที่ไม่ทราบแหล่งผลิต หรือได้รับแจกฟรี หรือดาวน์โหลดมาใช้ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนนำมาใช้งาน
2.       การทำสำเนาแลกเปลี่ยนไฟล์ระหว่างเครื่องต้องตรวจสอบก่อนทุกครั้ง อย่ามั่นใจแม้จะมีโปรแกรมป้องกันไวรัสติดตั้งอยู่ในเครื่องแล้วก็ตาม
3.       ควรสำรองข้อมูลที่สำคัญไว้เสมอๆ
4.       ไม่อนุญาตให้คนอื่นมาใช้เครื่องของเรา โดยปราศจากการควบคุมอย่างใกล้ชิด (โดยเฉพาะการนำโปรแกรมต่างๆ มาติดตั้งในเครื่อง)
5.       ต้องเพิ่มความระมัดระวังเมื่อต้องแลกเปลี่ยนข่าวสารหรือกรอกข้อมูลเมื่อใช้อินเทอร์เน็ต  โดยเฉพาะข้อมูลจาการโฆษณาเชิญชวนในรูปของฟรีต่างๆ
6.       พยายามสังเกตสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับคอมพิวเตอร์อยู่เสมอ เช่น การทำงานที่ช้าลง ขนาดไฟล์โตขึ้น หรือเนื้อที่ฮาร์ดดิสก์ลดลงอย่างมากผิดปกติ   หน้าจอแสดงผลแปลกๆ
ไฟฮาร์ดดิสก์ติดสว่างไม่ยอมดับ   เป็นต้น
7.       ควรหาซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส (Antivirus) ติดตั้งไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ และอัปเดทฐานข้อมูลไวรัสอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไวรัสชนิดใหม่ๆ  เช่น  McAfee,  Norton, PC-Cillin,  Panda,  NOD32  เป็นต้น  

โปรแกรมป้องกันไวรัสสามารถหามาใช้งานได้จากเว็บไซต์ผู้ผลิต หรือแหล่งดาวน์โหลดที่เชื่อถือได้   เช่น  Download.com,Tucows.comThaiware.com  เป็นต้น  ส่วนใหญ่เป็นโปรแกรมประเภทแชร์แวร์ให้ทดลองใช้ 30 วัน



Information & Communication Technology

Information & Communication Technology

เทคโนโลยีสารสนเทศ




1.1  ความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ

                ในช่วง 60 กว่าปีที่ผ่านมาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ทำให้โลกของเราก้าวหน้ามากกว่ายุคใดๆ 
ในอดีต  ทำให้มนุษย์สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้มากมายชนิดที่คนรุ่นพ่อหรือรุ่นปู่ของเราไม่เคยนึกฝันว่าจะทำได้มาก่อน   คอมพิวเตอร์ช่วยให้มนุษย์สามารถส่งดาวเทียมขึ้นไปโคจรรอบโลกได้มากมาย   ดาวเทียมบางดวงกำลังมองลงมาบนผิวโลกด้วยนัยน์ตาที่คมกริบ   บางดวงกำลังถ่ายทอดสดรายการโทรทัศน์ให้ผู้ชมหลายพันล้านคนได้เห็นการแข่งขันฟุตบอลได้พร้อมกันทั่วโลก  บางดวงเดินทางมุ่งสู่ขอบจักรวาลอันไกลโพ้นเพื่อถ่ายภาพสิ่งที่อยู่ห่างไกลออกไปนับพันล้านไมล์มาให้เราดู
                
spac_gps_navstar_iia_iir_iif_constellation_lg.jpg
ดาวเทียมที่โคจรอยู่นอกโลก ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร
โครงข่ายไฟเบอร์อ็อปติกส์ (Fiber Optic Cables) ใต้ทะเล
บนท้องฟ้าคอมพิวเตอร์ช่วยให้การเดินทางของเครื่องบินมีความปลอดภัย 
ในมหาสมุทรมีเส้นใยนำแสง (Fiber Optic Cables)ทอดวางอยู่อย่างสงบ  แต่ข้างในกำลังทำหน้าที่ส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงในระยะทางไกลๆ เสมือนเส้นเลือดใหญ่ของระบบเครือข่าย  ทำให้เราสามารถเรียกข้อมูลถึงกันได้ทั่วโลก


2858 - ห้องสมุดดิจิทัลสวนกุหลาบฯนนท์
คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา
                คอมพิวเตอร์หลายเครื่องในโรงเรียนกำลังให้บริการศึกษาค้นคว้าผ่านระบบอินเทอร์เน็ตแก่นักเรียน  บางเครื่องกำลังจัดทำระบบฐานข้อมูล ขณะที่อีกหลายเครื่องใช้ประกอบการเรียนการสอน คอมพิวเตอร์ในห้องประชุมอาจกำลังนำเสนอข้อมูลต่างๆ  เครื่องคอมพิวเตอร์อีกหลายเครื่องอาจกำลังใช้พิมพ์เอกสารคำสอนหรือข้อสอบให้กับคุณครู  บางเครื่องอาจจะใช้คิดคำนวณเงินเดือนบุคลากรและรายรับรายจ่ายของโรงเรียน   แต่ละปีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายนับแสนคน ต้องคร่ำเคร่งอยู่กับการสอบเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งการสอบใหญ่ที่ทำกับนักเรียนทั้งประเทศนั้นจะไม่มีทางทราบผลสอบได้ทันเวลาเลย หากยังใช้คนมานั่งตรวจข้อสอบ คิดคะแนน และจัดเรียงลำดับผู้สอบผ่านเข้าเรียนในสาขาต่างๆ ตามที่ที่ผู้สอบเลือกสมัครไว้  ต้องอาศัยคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย

http://www.acerepairs.net/wp-content/uploads/2012/07/5598284050_16dce7512e_b.jpeg
คอมพิวเตอร์ ณ จุดจ่ายเงิน ในบริการค้าปลีก (ห้างสรรพสินค้า)

ผู้คนในสมัยนี้มีพฤติกรรมจับจ่ายใช้สอยแตกต่างไปจากในอดีต ศูนย์การค้าหลายแห่งเปิดให้บริการจนถึงกลางคืน  อาจใช้บัตรเครดิตแทนเงินสดและผู้ที่ตรวจสอบบัตรเครดิตว่าใช้ชำระเงินได้หรือไม่ได้ก็คือคอมพิวเตอร์ หรืออาจมีตู้เอทีเอ็มติดตั้งเอาไว้ให้เรียกเงินสดได้ทันใจ คอมพิวเตอร์อีกนั่นแหละที่จะคอยตรวจสอบว่ามีเงินอยู่ในบัญชีหรือไม่ ถ้ามีก็ยอมให้ถอนเงินได้  ในส่วนของผู้บริหารศูนย์การค้าก็สามารถทราบยอดสินค้าที่จำหน่ายออกไปแล้วและยอดสินค้าที่อยู่ในสต็อคแม้จะมีจำนวนสินค้าจำนวนมากมายหลายพันหลายหมื่นรายการก็ตาม เพราะมีคอมพิวเตอร์ช่วยในการจัดทำระบบฐานข้อมูลสินค้า
คอมพิวเตอร์ในทางการแพทย์

คอมพิวเตอร์ในโรงพยาบาลยุคใหม่มีอยู่มากมายหลายแบบ บางเครื่องกำลังถูกใช้บันทึกประวัติคนไข้ บางเครื่องกำลังค้นหายาที่แพทย์สั่งจ่ายให้กับผู้ป่วย บางเครื่องก็ทำการคำนวณและสร้างภาพสมองของคนไข้จากการสแกนด้วยเครื่องเอ็กซเรย์ ขณะที่บางเครื่องอาจจะกำลังหาชีพจรของผู้ป่วยหนักในห้องไอซียู  หรือคอมพิวเตอร์บางเครื่อง 


ตลาดหลักทรัพย์ (ตลาดหุ้น Stock Exchange)
คอมพิวเตอร์ในตลาดหลักทรัพย์ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถติดต่อสื่อสารด้านราคาหุ้นได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เป็นผลให้เกิดการหมุนเวียนเงินตราเกิดกระแสการลงทุน และยังสมารถทราบการขึ้นลงของราคาหุ้นของบริษัทต่างๆ ได้อีกด้วย

1.2  ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ
      เทคโนโลยีสารสนเทศ  (Information Technology)  หมายถึง เทคโนโลยีที่ช่วยรวบรวม  จัดเก็บ ประมวลผล เรียกใช้  ถ่ายทอด และนำเสนอด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ในทุกรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับสารสนเทศ  ประกอบด้วยเทคโนโลยีหลักคือ  เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม

        1.3  ลักษณะสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ

เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพ  ช่วยลดข้อจำกัดในเรื่องของระยะทาง  ทำให้งานต่างๆ ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว  เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์  ลักษณะสำคัญมีดังนี้
1.3.1 Speed  ความเร็ว   เพราะคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์สื่อสารล้วนเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำงานโดยอาศัยสัญญาณทางไฟฟ้า  จึงทำงานได้อย่างรวดเร็วมาก
คอมพิวเตอร์ทำงานได้รวดเร็ว
1.3.2  Reliable ความเชื่อถือได้   ถ้าได้รับการป้อนคำสั่งที่ถูกต้อง อุปกรณ์ต่างๆ ในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจะทำงานด้วยความแม่นยำถูกต้องและเชื่อถือได้เสมอไม่ว่าจะมีงานในปริมาณมากๆ หรือต้องปฏิบัติซ้ำๆ
Computer is reliable คอมพิวเตอร์เชื่อถือได้
1.3. 3  Storage Capability ความสามารถในการเก็บข้อมูล   คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมในปัจจุบันสามารถเก็บโปรแกรมคำสั่ง และข้อมูลเอาไว้ได้  การเรียกใช้งานจึงทำได้ง่ายและสะดวก   
https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjaykl2AXS0sErj5tgS3zaqCnNJu9Apwhx0JOSW5WhNCFyduiFHhvKeXGaeLLUKxQcbd3uPgZ6GozMdL121O8U1llxoLF6miIwljV4jzkyEwyskaUXkIGZfZv66k4Q3gT7Atc8Wh7cWSfQ/s1600/storage+device.jpg
หน่วยเก็บข้อมูลแบบต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ ZComputer Storages) 
1.3.4  Wide Applicability ประยุกต์ใช้งานได้กว้างขวาง   คอมพิวเตอร์มีความสามารถมากมาย   จึงนำไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างกว้างขวาง จึงมีความคุ้มค่าต่อการนำมาใช้งาน
Computer can be applied to many fields.
สามารถประยุกต์ใช้งานคอมพวเตอร์ได้อย่างหลากหลาย

1.4   Impacts ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ

เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้การกระจายของข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็วทุกทิศทาง  จึงส่ง
ผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในหลายด้านด้วยกัน โดยมีแนวโน้ม ดังนี้


วิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ เข้าสู่ยุคสารสนเทศ (Information Age)

 
1.4.1 Information Society เปลี่ยนเป็นสังคมสารสนเทศ   สังคมมนุษย์มีเปลี่ยนแปลงมาแล้วสองครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อน จากสังคมแบบเร่ร่อนมาเป็นสังคมเกษตรกรรม มีการสร้างบ้านเรือนเป็นหลักแหล่ง  ครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 300 ปีที่ผ่านมา  เปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรรมเป็นสังคมอุตสาหกรรม  เมื่อมนุษย์เริ่มใช้เครื่องจักรมาช่วยในการทำงาน ปัจจุบันสังคมได้เข้าสู่ยุคสารสนเทศ ซึ่งเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์  เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสื่อสารพัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การใช้สารสนเทศอย่างกว้างขวาง

 
OnDemandServices
On Demand Service 
1.4.2  On Demand สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้  จะมีลักษณะของการสื่อสารแบบสองทางและโต้ตอบกันได้  ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถทำได้  เช่น การใช้บริการผ่านอินเทอร์เน็ตที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้


ทำงานได้ทั้งปี  ทั้งวันทั้งคืน และทั้งปี
1.4.3 Anytime & Anyplace เกิดสภาพการทำงานแบบทุกสถานที่ ทุกเวลา ระยะทางหรือสภาพภูมิศาสตร์ไม่เป็นปัญหา  ทำให้ผู้ใช้ขยายขอบเขตการดำเนินกิจกรรมไปทุกหนแห่งตลอด 24 ชั่วโมง ไม่จำเป็นต้องมีวันหยุด และสามารถใช้บริการจากที่บ้านได้


Globalization Economics  
           1.4.4  Globalization เปลี่ยนจากระบบท้องถิ่นไปเป็นเศรษฐกิจโลก  ขอบเขตการให้บริการจะขยายวงกว้างออกไปแบบไร้พรมแดน  ระบบเศรษฐกิจของโลกจะเชื่อมโยงและมีผลกระทบต่อกัน เช่น สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์  มีการเผยแพร่ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นต้น
การวางแผนระยะยาว
           1.4.5  Long Range Planning ก่อให้เกิดแผนงานระยะยาว  เพราะระบบข้อมูลมีความสมบูรณ์  การตัดสินใจจึงขึ้นอยู่กับข้อมูลและสารสนเทศทำให้มีความรอบคอบและลดข้อผิดพลาดลงได้  โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ที่มีผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จะต้องทำการศึกษาวิจัยนำร่อง และทำประชาพิจารณ์ เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้กระบวนการทำงานยากๆ เหล่านี้สำเร็จลงได้ในเวลาอันรวดเร็ว
Network Organization
           1.4.6  Network Organization การจัดองค์กรจะมีลักษณะเป็นเครือข่าย  เพราะมีระบบการสื่อสารสองทางและกระจายอำนาจ  สร้างเครือข่ายผูกพันกันเป็นกลุ่มงาน รวมถึงข้ามหน่วยงานกันได้ไม่ยาก  เช่น กระทรวง กรม กองต่างๆ จะเชื่อมโยงข้อมูลกันมากขึ้น   ขณะที่รัฐบาลได้ประกาศตัวเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government) เพื่อให้การบริการต่อประชาชนทำได้ดีขึ้น

พัฒนาการคอมพิวเตอร์






ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ทันสมัยที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้  มนุษย์ได้พัฒนาเครื่องคำนวณมาตั้งแต่สมัยโบราณ  โดยเริ่มตั้งแต่ ลูกคิด (abacus) ซึ่งคาดกันว่าชาวจีนเมื่อหลายพันปีมาแล้วเป็นผู้พัฒนาขึ้น  และมีการพัฒนาเครื่องคำนวณต่อมาอีกเรื่อยๆ  

ในปี พ.ศ.2185  ปาสคาล (Pascal) นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส  ได้ประดิษฐ์เครื่องคำนวณแบบกลไกที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย

   
Mechanical Calculator  (เครื่องคำนวณเชิงกลไก ) ผลงานของ Blaise Pascal

ต่อมาในปี พ.ศ. 2237 ไลบ์นิซ (Leibniz) ชาวเยอรมันได้ประดิษฐ์เครื่องคำนวณที่สามารถคูณและหารได้  และยังมีผู้พัฒนาเครื่องคำนวณต่อเนื่องกันมา

Gottfried Leibniz portrait


A replica of the Stepped Reckoner of Lebniz

A replica of the Stepped Reckoner of Lebniz
เครื่องคำนวณของLeibniz
ชาวอังกฤษชื่อ ชาร์ล แบ็บเบจ (Charles Babbage) เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างเครื่องคำนวณ ในปี พ..2343 โดยเขาประสบผลสำเร็จในการสร้างเครื่องคำนวณที่เรียกว่า Difference Engine และในปี พ..2354 เขาได้เริ่มพัฒนาเครื่องคำนวณแบบใหม่ที่ชื่อ Analytical Engine ซึ่งมีองค์ประกอบคล้ายกับคอมพิวเตอร์ คือมีหน่วยความจำ หน่วยคำนวณ และวิธีการที่จะให้เครื่องทำงานตามคำสั่งจนได้ผลลัพธ์ออกมา  แต่ข้อจำกัดของเทคโนโลยีในสมัยนั้นทำให้ไม่สามารถผลิตชิ้นส่วนจำนวนมากที่มีความละเอียดสูง  เครื่องของแบบเบจจึงไม่สามารถใช้งานได้ 


Difference Engine 
Difference Engine
Difference Engine  เปรียบเทียบขนาดกับมนุษย์

Charles Babbage กับเครื่องคำนวณที่สามารถป้อนโปรแกรมได้ (Programable Device)
มีชื่อเรียกว่า Analytical Engine

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  ทางกองทัพต้องการเครื่องคำนวณเพื่อใช้ในกิจการทหาร
ทางฝ่ายเยอรมนี และอังกฤษ ได้พยายามพัฒนาเครื่องถอดรหัส เพื่อจะได้ล่วงรู้การสั่งการทางทหารของแต่ละฝ่าย  ขณะที่กองทัพสหรัฐต้องการเครื่องคำนวณการยิงของอาวุธหนักต่างๆ    พ.ศ.2487 บริษัทไอบีเอ็มได้สร้างเครื่องคำนวณไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สามารถคำนวณจำนวนที่มีค่าต่างๆ ได้

โดยศาสตราจารย์ ไอเคน (Aiken) แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และให้ชื่อว่า มาร์ควัน (Mark I )
 


Harvard 1 looking from left to right
Harvard Mark-I
 






2.1  คอมพิวเตอร์ยุคที่ 1 ยุคหลอดสุญญากาศ Vacuum Tubes  (พ.ศ.2488 – 2501)

มอชลี (Mouchly) และ เอคเคิร์ท (Eckert) แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ได้เริ่มพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้หลอดสุญญากาศชื่อ  ENIAC  ถือว่าเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก และในช่วงเวลาเดียวกันนี้ได้มีการสร้างคอมพิวเตอร์ และเครื่องคำนวณที่ใช้หลอดสุญญากาศขึ้นอีกหลายรุ่นด้วยกัน  ซึ่งหลอดสุญญากาศ Vacuum Tubes  เป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีขนาดใหญ่ กินไฟฟ้ามาก เพราะต้องเผาไส้หลอดให้เกิดประจุอิเล็กตรอนวิ่งผ่านแผ่นตาราง   มีการพัฒนาหน่วยความจำที่เก็บข้อมูลได้จำนวนมาก  ระยะแรกใช้บัตรเจาะรู แต่ทำงานได้ช้า จึงได้พัฒนาวงแหวนแม่เหล็กและ

the eniac

หลอดสุญญากาศ  Vacuum tube




2.2  คอมพิวเตอร์ยุคที่ 2  : ยุคทรานซิสเตอร์  Transistors  (พ.ศ.2500 – 2507)
ทรานซิสเตอร์เป็นผลงานของนักวิจัยแห่งบริษัทเบลล์ มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวงการคอมพิวเตอร์ เพราะทรานซิสเตอร์ Transistors มีขนาดเล็ก ใช้กระแสไฟน้อย ทนทานและราคาถูกกว่าหลอดสุญญากาศ  คอมพิวเตอร์ในยุคนี้จึงมีขนาดเล็กลง  สามารถผลิตเพื่อการค้า ได้เป็นจำนวนมาก  คอมพิวเตอร์ยุคนี้ส่งผลให้เกิดความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว  เช่น  องค์การนาซ่า (NASA) ใช้คอมพิวเตอร์ในการคำนวณและควบคุมยานอวกาศต่างๆ ในยุคแรก และมีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
http://i1-news.softpedia-static.com/images/news2/Computer-Network-to-Research-Transistor-Miniaturization-2.jpg
Transistors 
https://fahmirahman.files.wordpress.com/2011/01/2_2.jpg
Transistors 

2.3  คอมพิวเตอร์ยุคที่ 3  ยุควงจรรวม  (พ.ศ.2508 – 2512)
ในยุคนี้มีการพัฒนาวิธีการสร้างทรานซิสเตอร์จำนวนมากลงบนแผ่นซิลิคอนขนาดเล็ก ทำให้เกิดวงจรรวมบนแผ่นซิลิคอนที่เรียกว่า ไอซี (Integrated Circuit : IC)  พัฒนาการของไอซีทำให้คอมพิวเตอร์มีความซับซ้อนสูงขึ้น  มีวงจรการทำงานที่ทำการคิดคำนวณจำนวนเต็มได้เป็นหลายล้านครั้งต่อวินาที นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาหน่วยความจำที่ใช้ไอซี  และมีการพัฒนาหน่วยเก็บข้อมูลมาเป็นฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk)  เครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนี้มีขนาดเล็กลงมาก อุตสาหกรรมการผลิตคอมพิวเตอร์เริ่มมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว
integrated circuit  วงจรรวม หรือ monolithic integrated circuit ( IC, a chip, or a microchip)

2.4  คอมพิวเตอร์ยุคที่ 4 ยุคไมโครโพรเซสเซอร์  (พ.ศ.2513-ปัจจุบัน)
ในยุคนี้เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ก้าวหน้าถึงขั้นสร้างวงจรรวมที่มีโครงสร้างซับซ้อนมากรวมไว้ในแผ่นซิลิคอนขนาดเล็กเรียกว่า วงจรวีแอลเอสไอ (Very Large Scale Integrated: VLSI)  เป็นวงจรที่สามารถนำทรานซิสเตอร์นับล้านตัวมารวมอยู่ในแผ่นซิลิคอนขนาดเล็กเพียงแผ่นเดียว ผลิตเป็นหน่วยประมวลผลที่ซับซ้อนเรียกว่า ไมโครโพรเซสเซอร์ (Microprocessor) ทำให้สามารถผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กและมีประสิทธิภาพสูง คือ ไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer) หรือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer : PC) ทีใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน
Microprocessor
เทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถพัฒนาวงจรวีแอลเอสไอให้มีจำนวนทรานซิสเตอร์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  ชิปประมวลผลในปัจจุบันจึงมีขีดความสามารถสูงขึ้นเป็นทวีคูณ จึงทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้พร้อมกันหลายงาน และยังเชื่อมโยงถึงกันเป็นเครือข่ายที่เรียกว่า เน็ตเวิร์ก (Network) 
คอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบันยังมีความสามารถประมวลผลข้อมูลได้ครบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นคิดคำนวณตัวเลข  ประมวลข้อความ รูปภาพ เสียง และภาพเคลื่อนไหว  คอมพิวเตอร์สมัยใหม่จึงทำงานกับสื่อได้ทุกประเภทหรือสื่อประสม (Multimedia)

(ล่าง) คลิปแสดงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในปี 2562 

Technology In 2019 - What The Future Of Tech Looks Like!